วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

นั่งรถไฟไปเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแคว

สวัสดีค่ะ ดิฉัน หมู-กาป๋อง ขอแนะนำตัวสักหน่อย

นั่งรถไฟไปเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแคว

วันที่ 29 ม.ค. 53 เรา 2 คนกับเพื่อนนั่งรถไฟสุดประหยัดไปเที่ยวกันที่จังหวัด กาญจนบุรี
วันนั้นตื่นแค่เช้า ตี4 ด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะว่าจากหอ ที่รามคำแหง บางกะปิ มันไกลจากสถานีรถไฟมาต่างหากนะ ออกมาเจอกับเพื่อนอีกคนนึงตอนตี 5

===>>> แนะนำการเดินทาง <<<===
ในวันธรรมดา สามารถไปขึ้นรถไฟได้ที่ สถานีรถไฟธนบุรีนะค่ะ (บางกอกน้อย) อยู่แถวๆศิริราชนะค่ะ รถไฟจะออกจากสถานี 2 เที่ยว รอบ 07.45 และ 13.30 โดยประมาณ สามารถดูได้จากเว็บ

http://www.railway.co.th/checktime/checktime.asp แต่เราไปรอบเช้านะ

ในวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีรถที่วิ่งจะสถานีหัวลำโพง ซึ่งเป็นทัวร์ ของการรถไฟ แต่จะพาแวะในสถานที่ท่องเที่ยวๆต่างๆ โดยมีมุคคุเทศน์นำทาง ด้วยค่ะ คุ้มๆ แต่พวกหนูไปแบบทริปประหยัดแบบนักศึกษา ไปรถไฟฟรี รถเมล์ฟรีเอาค่ะ อิอิ

ถ้าจะไม่ลงที่สถานีสะพานข้ามแม่น้ำแคว เราสารถไปลงที่ สถานีถ้ำกระแซ ได้ เป็นถ้ำที่มีองค์พระด้านใน หรือว่า จะไปลงที่สถานีน้ำตกได้นะค่ะ อย่างที่บอกต่อรถสองแถวไปลงที่น้ำตกไทรโยกน้อยได้ค่ะ แต่เหมาะกับที่จะไปพักค้างคืน ถ้าไปเช้ากลับเย็นจะไปได้ไม่กี่ที่
-----------------------------------------------------------------------------------
พอรถไฟเริ่มออก เราก้อเริ่มตื่นเต้นอีกครั้ง ว่าเมื่อไหร่จะไปถึงเสียที แถมมีเรื่องตื่นเต้นอีกต่างหาก เรื่องอะไรนั้นเราไม่บอก รถไฟหยุดตามสถานีต่างๆ ซึ่งแต่ละสถานีจัดตกแต่งไว้สวยงามเช่นกัน

ประมาณ 11 โมงครึ่ง รถไฟได้แล่นมาถึงสถานีกาญจณบุรี มีเด็กลูกเสือ และเด็กประถม มากมายมารอขึ้นรถเพื่อที่จะไปเข้าค่าย ที่่ไทรโยค โดยนั่งรถไฟไปสุดสายคือ สถานี น้ำตก ถ้าใครอยากจะไปเที่ยวน้ำตกด้วยให้นั่งไปลงสุดสายแล้วต่อรถสองแถวไป 10 บาทค่ะ เราลุกให้เด็กนั้งกัน พี่ต้องลุกให้น้องๆไม่ถึง 5 นาทีรถไฟได้มาจอดที่สถานีรถไฟสะพานแควใหญ่ หรือ สะพานข้ามแม่น้ำแควนั่นเอง






หลังจากนั้น เรายืนสักแปปให้รถไฟวิ่งขามสะพานไปก่อน เราจะได้เดินสะดวก แต่เอ๊ะเสียงอะไรดังจากท้องเราหว่า เสียงท้องร้องนั่นเอง เหอๆ หิวข้าวแล้ว เราเดินไปหาข้าวกินกัน ราคาเท่ากับกรุงเทพฯเลย จานละ 25 มีไข่ 30 เป็นตามสั่งนะ พออิ่มหนำสำราญกันแล้ว เราเริ่มเดินกัน ไปยืนถ่ายรูปตรงสะพานกัน



เดินถ่ายรูกันไม่เท่าไหร่ เพราะว่าร้อนมากๆๆ เราจึงไปเดิน หอศิลป์และพิพิธพันธ์สงคราโลก กัน ค่าเข้าคนละ 20 บาท มีหลาย หลายตึก เดินกันจนเมื่อเลยค่ะ ได้เห็นของเก่าๆที่ใช้ในสมัยก่อน อาวุธที่ใช้กันในสมัยนั้น และประวัตติศาสตร์ อีกหลายๆอย่างเลย



และแล้วเวลาล่วงเลยไป 14.00 น. เราต้องเตรียมตัวที่จะขึ้นรถไฟจากสถานีสะพานแควใหญ่หรือสะพานข้ามแม่น้ำแควนั้นเอง เพื่อกลับ เนื่องจากพวกเรา ไม่ได้เตรียมตัวมาค้างคืนและเที่ยวแบบประหยัดเลยต้องไปเช้าเย็นกลับ ตามตารางรถไฟนั้น รถไฟที่จะออกจาก สถานีน้ำตก จะมาถึงสถานีสะพานข้ามแม่น้ำแควนั้น จะมาถึงตอน 14.44 น. ไอหย๋า แต่รอแล้ว รอเล่า นั่งรอบนเก้าอี้ก้อแล้ว นอนรอบนเก้าอี้จนหลับก้อแล้ว ลงมานั่งที่ริมทางรถไฟก้อแล้ว ก้อยังไม่มา รถไฟมา 16.30 น. นี่ล่ะค่ะ รถไฟไทย ต้องทำใจ แต่ไม่ทราว่าทำไมช้า อาจจะเกิดการขัดข้องก้อได้ เพราะถามคนที่เดินทางบ่อยๆ เค้าบอกว่า ไม่เคยช้าขนาดนี้ อาจจะเกิดเหตุขัดข้อง งั้นแสดงว่าเราดวงไม่ดีอ่ะสิ

พอได้ขึ้นรถไฟ เราก้อจัดแจงหาที่นั่ง ดูทิศทางแดดแล้วก้อนั่งเลย เพื่อนข้าพเจ้า หลับทันที ส่วนตัวเรานอนไม่หลับ ได้นั่งรถไฟที่ชื่นชอบ ก็เลยทำให้นอนไม่ลงนั่งมองวิวที่สวยงาม จนกระทั่งถึง สถานีรถไฟธนบุรีเลย
รถไฟปุ๊นๆ เข้าจอดที่สถานีประมาณ 20.30 น. เย้ถึง กรุงเทพฯ แล้ว แวะเข้าห้องน้ำกันสักหน่อย แล้วเดินไปขึ้นรถสองแถวกลับไปลงที่ท่าเรือข้ามผาก ศิริราช แล้วเดินไปสถานหลวงทางฝั่งศาลฎีกา เพื่อรอขึ้นรถเมล์สาย 60 กลับมหาวิทยาลัยรามคำแหงของเรา รอแล้วรอเล่า ได้ขึ้น 21.30 น. รถติดอีก ถึงมหาลัย เที่ยงคืนเลยเจ้าค่ะ เป็นการเดินทางที่ทรหดจิงๆ



ทริปหน้า จะไปหลวงพ่อโสธร สระบุรี ลพบุรี หัวหิน แล้วจะเอามาเล่าให้ฟัง พร้อมกับการเดินทาง และสถานที่ท่องเที่ยง ที่เดินทางด้วยรถไฟทริปประหยัดใหม่นะค่ะ นี่ยังเป็นแค่การสำรวจเส้นทาง ถ้าพักค้างคืนคงจะมีโอกาสได้เก็บรูปและเส้นทางการเดินทางมาฟากเพื่อนๆเยอะกว่านี้ ไว้โอกาสต่อไปนะค่ะ

บทความนี้เป็นยังไง แสดงความคิดเห็นกันได้นะค่ะ เพิ่งหัดทำ และขอคำแนะนำด้วยนะค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น